Yearly Archives

4 Articles

กัลโช่

นับถอยหลัง EDF

Posted by admin on

     อาแอส โรม่า ทีมดังในเมืองหลวงของประเทศอิตาลี ถือว่าเป็นทีมที่หลายสโมสรอิจฉาไม่น้อย เมื่อพวกเขามีการพัฒนาเยาวชนให้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในทีมชุดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง และได้กลายเป็นตำนานของสโมสรมาแล้วหลายคน และเหมือนเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อๆ ไปแล้ หลังจากที่ฟรานเชสโก้ ต็อตติได้ริเริ่มมันขึ้นมา อีกทั้งพวกเขายังมีผู้อำนวยการฟุตบอลมือทองอย่างมอนชี่ ที่คนในวงการยกให้เป็นหมายเลข 1 ของโลกในเรื่องของการหานักเตะชั้นยอดเข้าสู่ทีม ซึ่งเขามีเครือข่ายแมวมองอยู่ทั่วทุกมุมโลก ทำให้ทีม “หมาป่าแห่งกรุงโรม” มีความเพียบพร้อมเป็นอย่างมาก ทั้งการปั้นนักเตะเอง หรือว่าจะเป็นการซื้อนักเตะเข้ามาสู่ทีมก็ตาม โดยจะเห็นได้จากในช่วงหลังที่โรม่าเริ่มจะซื้อนักเตะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่คุ้นชื่อนักเข้ามาสู่ทีม แต่ต่อมากลับกลายเป็นซุเปอร์สตาร์ระดับโลก ซึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คืออลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิล ที่ขายไปให้กับลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวถึง 70 ล้านยูโรนั่นเอง ซึ่งเขากลายเป็นนายทวารที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกอยู่พักหนึ่งด้วย ทั้งๆ ที่ตอนที่โรม่าซื้อตัวมาร่วมทีมตอนแรกนั้นแทบไม่มีใครรู้จักนายประตูรายนี้เลยด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีการบริหารที่ดี แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้เป็นแชมป์สคูเด็ตโต้มานานเกือบ 20 ปีแล้ว โดยพวกเขาเป็นได้แค่พระรองของยูเวนตุสเท่านั้นในช่วงหลัง ที่มักเป็นแค่รองแชมป์เท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวกุนซือมาแล้วหลายคนก็ตาม จนคนล่าสุดก็คือยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือหนุ่มไฟแรงที่ก่อนหน้านี้คุมทีมซัสซูโอโล่ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเขาสามารถพาทีมเล็กทีมนี้ก้าวขึ้นมาอยู่ในกัลโช่ เซเรีย อาได้สำเร็จ และทำทีมให้มีผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ทำให้โรม่าไปดึงตัวมาคุมทีมทันที ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วผลงานของเขาก็ถือว่าไม่เลวทีเดียว โดยเป็นอันดับ 3 ของลีกในประเทศ แต่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศเลยทีเดียว ก่อนที่จะแพ้ให้กับลิเวอร์พูลในที่สุด แต่ในฤดูกาลนี้กุนซือหนุ่มวัย 49 ปีกลับพาทีมทำผลงานได้ไม่ดีนัก โดยมักหลุดเสมอให้กับทีมรองบ่อนเป็นประจำ ซึ่งทำให้คะแนนของพวกเขาอยู่แค่เพียงโซนกลางตารางเท่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มสูงมากว่าเขาจะถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือในถิ่นโอลิมปิก สเตเดี้ยมในเร็ววันนี้

บทความโดย live22sure.com

กัลโช่

มีโอกาสไร้พ่าย

Posted by admin on

   บทความฟุตบอลอิตาลี โดย live22vip.net สมกับเป็นทีมจอมแกร่งแห่งยุคของศึกกัลโช่ เซเรีย อาจริงๆ เมื่อทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส แชมป์สคูเด็ตโต้ 7 สมัยซ้อนใน 7 ปีหลังสุด เริ่มโกยคะแนนหนีเพื่อนร่วมลีกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล จนผ่านมาแล้วถึง 15 นัดในลีก พวกเขาเก็บชัยชนะไปได้ถึง 14 นัดเลยทีเดียว โดยมีแค่นัดที่พลาดเปิดรังยูเวนตุส อารีน่าเสมอกับเจนัวไป 1-1 เพียงนัดเดียวเท่านั้น นอกนั้นพวกเขาสามารถปราบคู่แข่งไปได้ทั้งหมด ซึ่งในฤดูกาลที่ผ่านๆ มาว่าพวกเขาแข็งแกร่งแล้ว แต่ในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าทีม “ม้าลาย” จะอัพเกรดเพิ่มความเก่งกาจมากขึ้นไปอีก เมื่อในแดนหน้าพวกเขามีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าชาวโปรตุกีสที่สามารถตัดสินเกมด้วยโอกาสเพียงครั้งเดียว ซึ่งเขาทำให้เห็นมาแล้วในฤดูกาลนี้ ส่วนในแนวรับพวกเขาก็ได้เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังจอมแกร่งของทีมชาติอิตาลีกลับมาจากเอซี มิลานอีกด้วย หลังจากที่ฤดูกาลที่แล้วขายไปให้กับทีม “ปีศาจแดงดำ” ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขาทำสถิติได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการทำประตูที่มากที่สุดในลีก และเสียประตูน้อยที่สุดในลีกหลังจากผ่านไปแล้ว 15 นัด โดยเฉพาะเกมรับที่พวกเขาเสียไปเพียงแค่ 8 ประตูเท่านั้น

ด้วยความเหนือชั้นของพวกเขาในฤดูกาลนี้ ที่เหมือนล็อคผลการแข่งขันได้ตามที่ต้องการเลยก็ว่าได้ ทำให้ตอนนี้มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะเป็นทีมไร้พ่ายในฤดูกาลนี้ก็เป็นไป หรือ่าอาจจะทำลายสถิติต่างๆ ของลีกก็ได้ หากว่าพวกเขาต้องการ โดยในฤดูกาล 2013-2014 ในช่วงที่มีอันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือคนก่อนหน้านี้คุมทีม พวกเขาเคยเก็บได้ถึง 102 คะแนนเลยทีเดียว ซึ่งเป็นสถิติของลีกจนถึงตอนนี้ด้วย ส่วนสถิติการไร้พ่ายหรือการไม่แพ้ใครเลยใน 1 ฤดูกาลพวกเขาก็เคยทำได้เช่นกันในยุคของคอนเต้ในฤดูกาล 2011-2012 ซึ่งหากว่าพวกเขาสนใจเรื่องสถิติเหล่านี้ และด้วยศักยภาพของทีมที่มีตัวผู้เล่นที่สามารถหมุนเวียนกันลงสนามได้แบบนี้ มีโอกาสเป็นอย่างมากที่ยูเวนตุสจะสามารถกลายเป็นทีมไร้พ่ายได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ แต่ทว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักของพวกเขาแต่อย่างใด เพราะเป้าหมายหลักของทีมในฤดูกาลนี้ก็คือการไปคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้นั่นเอง ซึ่งในยุคของมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี พวกเขาพลาดท่าเป็นรองแชมป์มาแล้วถึง 2 ครั้ง ในปี 2015 และ 2017 โดยแพ้ให้กับยอดทีมจากสเปนทั้งบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ซึ่งเป็นสิ่งที่กุนซือวัย 51 ปีอยากจะทำให้สำเร็จก่อนวางมือจากการคุมทีม “ม้าลาย”

กัลโช่

กวาญาเรลล่า ที่ฆ่าไม่ตาย

Posted by admin on

    ฟาบิโอ กวาญาเรลล่า ถือว่าเป็นนักเตะที่มีอาชีพค้าแข้งที่น่าสนใจมากทีเดียว โดยเขาเริ่มต้นอาชีพการเป็นนักเตะกับทีมโตริโน่ แต่ปีแรกของเขาก็คือปีที่โตริโน่ต้องตกชั้นไปเล่นในกัลโช่ เซเรีย บี แต่ฤดูกาลต่อมาก็สามารถกลับมาเล่นในศึกสูงสุดได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักเตะจอมพเนจรตลอดมา โดยจากนักเตะในระดับลีกสูงสุดของประเทศ แต่ในฤดูกาล 2002-2003 เขาต้องลงไปเล่นให้กับทีมฟิออเรนติน่า ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นทีมดัง แต่ตอนนั้นทีม “ม่วงมหากาฬ” ต้องหล่นไปอยู่ถึงเซเรีย ซี2 ซึ่งกว่าเขาจะสามารถกลับมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกครั้งต้องรอจนถึงฤดูกาล 2005-2006 เลยทีเดียว โดยเล่นให้กับทีมอัสโคลี่ แต่ก็อยู่ได้แค่ปีเดียวเท่านั้นก็ต้องย้ายไปอยู่กับซามพ์โดเรีย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่เขาสร้างชื่อขึ้นมาเลยก็ว่าได้ โดยตอนนั้นเขายังเป็นดาวรุ่งอยู่ในวัย 22-23 ปีเท่านั้น เนื่องจากเขาเริ่มต้นอาชีพอย่างรวดเร็ว ทำให้ประสบการณ์ในสายอาชีพนี้นั้นสูงมาก ซึ่งหลังจากนั้นกราฟต์อาชีพนักฟุตบอลของเขาก็ประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ โดยได้ย้ายไปอยู่กับทีมที่ใหญ่ขึ้นอย่างอุดิเนเซ่ นาโปลี รวมไปถึงยูเวนตุส ยอดทีมของประเทศอิตาลีด้วย โดยเขาได้แชมป์สคูเด็ตโต้มาครองได้ถึง 3 สมัย ถึงแม้ว่าผลงานการทำประตูจะไม่ได้โดดเด่นนักก็ตาม

หลังจากนั้นมากราฟต์ชีวิตนักเตะของเขาก็ดิ่งลงตามกาลเวลา และอายุของเขา โดยย้ายมาอยู่กับโตริโน่ ซึ่งเขาก็สามารถช่วยทีม “กระทิงหิน” ได้พอสมควร แต่ก็ถูกขายมาให้กับซามพ์โดเรียในช่วงกลางฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งพอได้ย้ายกลับมาอยู่ในรังลุยจิ แฟร์ราริสอีกครั้ง เขาเหมือนกลับมาเรียกฟอร์มเก่งได้อีกครั้งด้วย โดยผลงานการทำประตูของเขากับทีมในเมืองเจนัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของเขา โดยจาก 12 ประตู กลายมาเป็น 19 ประตูเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งกลายเป็นดาวซัลโวของสโมสร 2 ฤดูกาลติดต่อกันด้วย แต่ในฤดูกาลนี้ด้วยวัย 35 ปี ซึ่งน่าจะเป็นฤดูกาลท้ายๆ ในอาชีพค้าแข้งของเขาแล้ว แต่เหมือนว่าการทำประตูของเขาจะยังยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากผ่านมาแล้ว 15 นัด เขาช่วยทีมทำได้แล้วถึง 8 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ยอดเยี่ยมทีเดียว และเขาอาจจะกลายเป็นอันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ อดีตกองหน้าในตำนานของอุดิเนเซ่ก็ได้ ที่กลายมาเป็นยอดดาวยิงในตอนบั้นปลายของการค้าแข้ง ซึ่งฟาบิโอ กวาญาเรลล่า ถือว่าเป็นนักเตะที่สู้ชีวิตมากทีเดียว กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้

กัลโช่

รอชัยชนะนัดแรก

Posted by admin on

     การแข่งขันฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อาในฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นลีกที่น่าสนใจ และน่าติดตามมากทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับคอฟุตบอลยุคปลาย 90 หรือช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ที่นอกจากจะได้ชมลีลาการเล่นของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในดินแดนมักกะโรนีแล้ว เราจะได้กลับมาเห็นทีมปาร์ม่าที่ได้กลับมาโลดแล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากที่หายหน้าหายตาไปกว่า 10 ปีเลยทีเดียว โดยหลังจากที่ปาร์ม่าฝ่าวิกฤติทางการเงินมาได้ และได้เจ้าของทีมเป็นกลุ่มทุนจากจีนเข้ามา ทำให้ปาร์ม่าขยับเลื่อชั้นขึ้นมาทีละขึ้น จนเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาสามารถจบอันดับที่ 2 ของตารางกัลโช่ เซเรีย บีได้สำเร็จ และได้ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดจนได้

นัดแรกในศึกกัลโช่ เซเรีย อาที่ปาร์ม่าห่างหายไปนานจะได้เล่นในสนามเอ็นนิโอ ตาร์ตินี่ พบกับอุดิเนเซ่ ที่มีการเปลี่ยนกุนซือเป็นคนที่ 3 ในรอบปีแล้ว จากฤดูกาลก่อนใช้มัสซิโม่ อ็อดโด้ อดีตแบ็คขวาชาวอิตาเลี่ยนคุมทีม แล้วผลงานไม่ดี จึงเปลี่ยนมาเป็นอิกอร์ ทูดอร์ อดีตกองหลังทีมชาติโครเอเชีย ที่คุมช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว โดยในฤดูกาลนี้เป็นทางฮูลิโอ เบลาสเกวซ กุนซือชาวสเปนที่มีประสบการณ์ในการคุมทีมบีญาร์เรอลั และเรอัล เบติสมาก่อน โดยเกมนี้ปาร์ม่าหวังจะเก็บชัยชนะให้ได้ตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาล ซึ่งทั้ง 2 ทีมวางหมากมาในระบบ 4-3-3 ทั้งคู่ โดยปาร์ม่ามีทางโรแบร์โต้ ดิ อาแวร์ซ่าคุมทีม ซึ่งทำปาร์ม่าได้ดีทีเดียว และพวกเขาก็ออกนำไปก่อนถึง 2-0 โดยได้ประตูในช่วงท้ายครึ่งแรกจากโรแบร์โต้ อินเญเซ่ กองหน้าวัย 26 ปีของทีม และช่วงนาทีที่ 59 ก็มาได้ประตูจากอันโตนิโอ บาริลล่า กองกลางของทีม ซึ่งปาร์ม่าน่าจะเก็บชัยชนะได้แล้วแท้ๆ แต่ทีมเยือนก็แก้เกมได้ดี และได้ประตูไล่มาเร็วเพียง 5 นาทีเท่านั้นจากโรดริโก้ เด ปาอูล กองกลางชาวอาร์เจนไตน์ และนาทีที่ 69 พวกเขาก็ตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จจากเซโก้ โฟฟาน่า กองกลางดาวรุ่งชาวไอวอรี่ โคสต์ ทำให้จบเกมด้วยสกอร์นี้ ซึ่งทำให้ปาร์ม่ายังไม่สามารถเก็บ 3 คะแนนแรกได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่ครึ่งแรกพวกเขาเล่นกันได้ดีมาก แต่ครึ่งหลังพวกเขาโดนอุดิเนเซ่บุกใส่แทจะตลอด และเกือบที่จะต้องแพ้ด้วยซ้ำ ซึ่งการเก็บ 1 คะแนนในการเล่นในบ้านไม่ส่งผลดีนัก กับทีมที่น่าจะต้องลุนหนีการตกชั้นในฤดูกาลนี้อย่างทีมปาร์ม่า และก็เช่นเดียวกับทางอุดิเนเซ่ด้วย ที่ก็อยู่ในข่ายต้องลุ้นหนีตกชั้นเช่นกัน