Category Archives

18 Articles

กัลโช่

ตัวแทนบุฟฟ่อน

Posted by admin on

    ฤดูกาลนี้ทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ทีมแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 7 สมัยซ้อนมีการเปลี่ยนแปลงทีมมากมาย โดยเป็นการอัพเกรดทีมให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น โดยการคว้าคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุเกสจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีม แต่ก็มีสิ่งที่น่าใจหายเช่นกัน คือการจากไปของจานลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวารจอมเก๋าที่อยู่กับสโมสรมานานกว่า 18 ปี ที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมดังจากลีก เอิงของฝรั่งเศส เพื่อสานฝันในการต้องการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้ซักครั้งในอาชีพการเล่นของเขา แต่ก็เหมือนเป็นการสวนทางกับยูเวนตุสที่เสริมทีมก็เพื่อต้องการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเช่นกัน โดยการจากไปของบุฟฟ่อนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนนายประตูมือ 1 ของทีมในรอบเกือบ 20 ปีทันที โดยทางยูเวนตุสได้ไปสอยมัตเตีย เปริน นายประตูรูปหล่อวัย 25 ปีจากเจนัวมาร่วมทีม ด้วยค่าตัวที่รวมโบนัสทั้งหมดแล้วประมาณ 15 ล้านยูโร โดยเปรินได้ติดทีมชาติอิตาลีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยหลังจากการอำลาทีมชาติของบุฟฟ่อน เขาก็ได้รับโอกาสให้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมอุ่นเครื่องทันที ในนัดที่เสมอกับทีมชาติฮอลแลนด์ 1-1 แต่เขาเคยติดทีมชาติมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2014 ซึ่งตอนนี้มือ 1 ทีมชาติอิตาลียังเปิดกว้างด้วย ซึ่งนายด่านวัย 25 ปีก็มีโอกาสไม่น้อย หากยืดตัวจริงในถิ่นอัลลิอันซ์ สเตเดี้ยมของยูเวนตุสได้

โดยมัตเตีย เปริน อาจจะต้องแย่งมือ 1 ในทีมกับวอเชียค เชสนี่ นายประตูทีมชาติโปแลนด์ ที่ได้โอกาสเป็นมือ 1 อยู่ช่วงนึงที่บุฟฟ่อนได้รับบาดเจ็บเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งฝีมือ 2 นายด่านนี้ถือว่าสูสี ใกล้เคียงกันมาก อยู่ที่ว่ามัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือของทีมว่าจะเลือกใครเป็นมือ 1 หรือทายาทอสูรต่อจากจานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ตลอดระยะเวลา 18 ปีในเมืองตูรินทำสถิติไว้กับสโมสรอย่างมากมาย โดยนายประตูวัย 40 ปีได้เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำศึกกัลโช่ เซเรีย อาถึง 10 สมัย และลงสนามมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของสโมสร โดยเป็นรองเพียงอเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ อดีตกองหน้าทีมชาติอิตาลีคนเดียวเท่านั้น และเป็นผู้รักษาประตูทีมรักษาคลีนชีตได้ยาวนานที่สุดของลีกด้วยจำนวน 10 นัด หรือ 974 นาทีเลทีเดียว เมื่อฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งตอนแรกคิดกันว่าบุฟฟ่อนน่าจะอำลาแขวนถุงมือกับยูเวนตุสแล้ว แต่สุดท้ายกับมีการย้ายทีมออกนอกประเทศไปซะนั่น

กัลโช่

แค่ขายเสื้อก็คุ้มแล้ว

Posted by admin on

    มูลค่าซื้อขายนักเตะในยุคปัจจุบันถือว่าแพงระยับจากแต่ก่อนมาก ซึ่งเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่างปอล ป็อกบา ที่ย้ายจากยูเวนตุสมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังมีมูลค่าประมาณ 89 ล้านปอนด์เท่านั้น แต่ราคาตลาดนักเตะโลกมาเริ่มรวนก็ตอนที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่มีเศรษฐีน้ำมันหนุนหลังทุ่มเงิน 222 ล้านยูโรฉีกสัญญาคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่า ทำให้ค่าตัวนักเตะปั่นป่วนไปหมด และเริ่มมีการซื้อขายนักเตะที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้ และการย้ายทีมระดับค่าตัว 100 ล้านยูโรก็เริ่มจะมีให้เห็นมากขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับโลกฟุตบอลไปแล้วในตอนนี้

และเมื่อหลังจบฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็มีการย้ายทีมค่าตัวระดับ 120 ล้านยูโรอีกครั้ง แต่เป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกแห่งวงการฟุตบอลยุคนี้ ถึงแม้ว่าจะมีวัย 33 ปีแล้ว แต่กับราคา 120 ล้านยูโรนั้นถือว่าเป็นราคาที่ไม่แพงเลยทีเดียวกับสิ่งที่จะตามมาจากการได้คริสเตียโน่ โรนัลโด้มาร่วมทีม ซึ่งมันก็คือมูลค่าทางการตลาดของเขานั่นเอง ด้วยภาพลักษ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงกับเรอัล มาดริด ทำให้มูลค่าทางการตลาดของเขาสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หากนับแต่วงการฟุตบอลด้วยกันเขาไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน และมันก็แสดงให้เห็นตั้งแต่วันแรกที่เขาสวมเสื้อยูเวนตุสเปิดตัวต่อหน้าสื่อและแฟนบอล เพราะการมาของเขาทำให้ยอดขายเสื้อ “ม้าลาย” ขายได้ถล่มทลายถึง 520,000 ตัวหลังจากประกาศคว้าตัว CR7 มาร่วมทีม ซึ่งมากกว่าตอนที่เนย์มาร์ย้ายจากบาร์เซโลน่าไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ขายเสื้อได้เพียง 10,000 ตัวเท่านั้น นี่แสดงให้เห็นถึงมูลค่าทางการตลาดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ว่ามีมากกว่าดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกมากเพียงไหน และยังมีการรายงานด้วยว่าหลังจากยูเวนตุสได้ตัวโรนัลโด้มาร่วมทีม ทีม “ม้าลาย” ฟันกำไรมาแล้วกว่า 60 ล้านยูโร เฉพาะการขายเสื้อของดาวเตะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขาได้ทุนคืนมาแล้วครึ่งนึงจากการจ่ายค่าตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ให้กับทางเรอัล มาดริด และยูเวนตุสยังมีเวลาอีกถึง 4 ปีที่จะกอบโกยผลประโยชน์ในตัวของโรนัลโด้ทั้งมูลค่าการตลาดนอกสนาม และผลงานในสนามของเขา ที่จะช่วยเข้ามาถล่มประตูให้กับทีม นอกจากความสำเร็จที่ยูเวนตุสจะได้แล้ว สิ่งที่จะได้แน่ๆ หลังจากนี้ก็คือ “กำไร”  จากชายที่ชื่อโรนัลโด้

กัลโช่

โบนุชชีกำลังตกต่ำ

Posted by admin on

   หลังจากเป็นกำลังสำคัญกวาดความสำเร็จให้กับทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุสตลอดด 7 ฤดูกาลที่เขาค้าแข้งอยู่กับทีมยักษ์ใหญ่แห่งเมืองตูริน ด้วยการคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาถึง 6 สมัย ติดต่อกัน โคปา อิตาเลีย 3 สมัย รวมถึงรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 2 ครั้ง เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังทีมชาติอิตาลีวัย 31 ปีก็เป็นกำลังหลักในแผงหลังให้ยูเวนตุสมาโดยตลอด และถือเป็นกองหลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งเวลาลงสนามร่วมกับจอร์โจ้ คิเอลลินี่ และอันเดรีย บาร์ซาญี่ 2 ปราการหลังทีมชาติอิตาลีที่ร่วมเล่นกันที่ยูเวนตุสด้วย แต่เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วเขากลับติดสินใจย้ายข้ามเมืองมาร่วมทีมเอซี มิลานที่เหมือนจะเริ่มต้นสร้างทีมใหม่หลังจากได้กลุ่มทุนรายใหม่เข้ามาลงทุนกับสโมสร ซึ่งเหมือนเป็นการลดระดับต้นสังกัดของตัวเอง ถึงแม้การย้ายมาค้าแข้งยังถิ่นซาน ซีโร่ เขาจะได้รับบทบาทเป็นกัปตันทีม “ปีศาจแดงดำ” ก็ตาม แต่ด้วยปัญหาหลายอย่างของสโมสร ที่ถึงแม้จะมีการเสริมทัพนักเตะเข้ามาหลายราย แต่ก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว รวมถึงยังมีการเปลี่ยนกุนซือกลางคันจากวินเชนโซ่ มอนเตลล่า กุนซือคนเก่ามาเป็นเจนนาโร่ กัตตูโซ่ อดีตเด็กของสโมสรที่ตอนนั้นทำงานคุมทีมเยาวชนอยู่ขึ้นมารับตำแหน่งนายใหญ่ของทีมแทน ทำให้ต้องมีการเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง แต่ก็ทำได้แค่เพียงอันดับที่ 6 ของตารางเท่านั้น

ซึ่งอันที่จริงอันดับ 6 พวกเขาจะได้โควต้าไปเตะในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีกในฤดูกาลที่จะถึงนี้ด้วย แต่เนื่องจากปัญหาด้านการเงินที่พวกเขาซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม จนทำให้งบดุลมีปัญหา จึงโดนยูฟ่าทำโทษจากการไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ซึ่งทำให้อดลงแข่งในศึกฟุตบอลยุโรปจนกว่าบัญชีการเงินของพวกเขาจะหายจากตัวแดง ทำให้ดาวเตะอย่างเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ที่เคยได้เล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาโดยตลอด ฤดูกาลนี้เขากลับลงแข่งฟุตบอลยุโรปแม้แต่รายการเดียว ซึ่งถือเป็นการพาตัวเองมาตกต่ำอย่างรวดเร็ว รวมถึงฟอร์มการเล่นของตัวเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งสุดๆ เหมือนตอนที่ค้าแข้งอยู่กับยูเวนตุสด้วย และเขากำลังมองหาโอกาสในการย้ายไปค้าแข้งในต่างแดนแทน ซึ่งทางเอซี มิลานก็ต้องการขายดาวเตะวัย 31 ปีออกจากทีมด้วย เนื่องจากทีมต้องการเงินมาชดเชยเข้าบัญชีจากการที่ใช้ไปอย่างหนักเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว

กัลโช่

มิลาน ยังไม่ฟื้น

Posted by admin on

     หากเปรียบเทียบทีมเอซี มิลาน เป็นผู้ป่วยขั้นร้ายแรง อาการของผู้ป่วยรายนี้ต้องบอกว่า ณ ตอนนี้มีแต่อาการทรงกับทรุดเท่านั้น ถึงแม้จะมีกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปีก่อน แต่พวกเขาก็ขยับตัวไม่ได้มากนัก เนื่องจากติดกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ ที่จะมีบทลงโทษหากใช้เงินซื้อนักเตะเกินกว่ารายได้ที่สโมสรได้รับ และก็ทำให้พวกเขาอดเล่นในศึกฟุตบอลยูโรปในฤดูกาลนี้ด้วย ถึงแม้ฤดูกาลที่แล้วพวกเขาจะจบอันดับที่ 6 ของตาราง เนื่องจากไปกระหน่ำช็อปปิ้งซื้อนักเตะเข้าสโมสรเป็น 10 รายเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ทำให้พวกเขามาโดนแบนห้ามเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปในฤดูกาลนี้ โดยโควต้าจึงไปตกกับอันดับที่ 8 และเป็นฟิออเรนติน่า ที่ได้ส้มหล่นไปเล่นแทน

ทีม “ปีศาจแดงดำ” สามารถคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้ฤดูกาลล่าสุดคือฤดูกาล 2010-2011 ซึ่งก็ใกล้จะครบรอบ 10 ปีแล้ว โดยหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์ล่าสุด ก็เป็นทางยูเวนตุส คู่ปรับสำคัญก้าวขึ้นมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองมักกะโรนี และคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อามาได้ตลอดหลังจากนั้น 7 ปีซ้อนแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะมีทีมไหนไปแย่งชิงอำนาจกลับคืนมาได้เลย มีแต่ยูเวนตุสที่นับวันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเอซี มิลานนั้นยังไม่มีความแน่นอน และยังไม่คงเส้นคงวาในยุคการคุมทีมของเจนนาโร่ กัตตูโซ่ ที่เข้ามาคุมทีมแทนวินเชนโซ่ มอนเตลล่า ที่โดนไล่ออกไปเมื่อปลายปีที่แล้ว และฤดูกาลนี้กุนซือเจ้าของฉายา “รถถัง” จะยังได้คุมทีมในถิ่นซาน ซีโร่ต่อไป แต่ด้วยข้อบังคับทางการเงินที่ทีมพึ่งถูกยูฟ่าลงโทษไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถลงทุนเพิ่มได้มากในฤดูกาลนี้ ซึ่งหากจะซื้อนักเตะเข้าสู่ทีม ก็ต้องขายนักเตะออกจากทีมไปก่อน หรือไม่ก็ไปหายืมตัวหรือเซ็นนักเตะที่หมดสัญญากับต้นสังกัด ซึ่งพวกเขาก็ได้คว้านักเตะฟรีมาแล้วถึง 3 รายในซัมเมอร์นี้ ทั้งเปเป้ เรน่า ประตูตัวเก๋าชาวสเปนจากจากนาโปลี อีวาน สตรินิช แบ็คซ้ายทีมชาติโครเอเชียที่หมดสัญญากับซามพ์โดเรียพอดี และอเลน ฮาลิโลวิช ดาวรุ่งอนาคตไกลชาวโครแอตที่หมดสัญญากับฮัมบูร์กพอดี และทีมยังตัดสินใจขายเอ็มบาย เนียง กองหน้าทีมชาติเซเนกัลไปให้กับโตริโน่ และจานลูก้า ลาปาดูล่าให้กับเจนัวทำให้พวกเขานำเงินมาซื้อฟาบิโอ บอรินี่จากซันเดอร์แลนด์แบบซื้อขาดหลังจากยืมตัวมาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงซื้อขาดกับนิโคล่า คาลินิช กองหน้าทีมชาติโครเอเชียจากฟิออเรนติน่าอีกราย ซึ่งมารวมกับผู้เล่นที่พวกเขามีอยู่แล้วเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ปีนี้เอซี มิลานมีขนาดทีมที่ใหญ่ทีเดียว แต่ติดอยู่ที่ตัวกุนซือที่มีแค่ความดุดัน แต่ฝีมือยังไม่ถึงขั้นที่จะทำให้ “ปีศาจแดงดำ” ฟื้นจากอาการป่วยได้

กัลโช่

โรม่า แชมป์สอยดาว

Posted by admin on

     อาแอส โรม่า ทีมดังในเมืองหลวงของประเทศอิตาลี เป็นทีมที่มีนักเตะอยู่ในสังกัดมากที่สุดทีมหนึ่ง หลังจากที่กว้านซื้อนักเตะมาร่วมทีมเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งมีหลายคนที่ถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมไปใช้งานในแต่ละฤดูกาล โดยในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังคงกว้านซื้อตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกมากมาย ซึ่งตอนนี้พวกเขาสอยดาวเตะเข้าทีมมาเกิน 12 รายแล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งพวกเขามีมอนชี่ ที่ได้รับตำแหน่งไดเร็คเตอร์ ออฟ ฟุตบอลของสโมสร เป็นผู้แนะนำในการสรรหานักเตะเข้าสู่ทีม โดยผู้บริหารชาวสเปนถูกยกย่องให้เป็นไดเร็คเตอร์ที่หานักเตะอนาคตไกลได้เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเลยทีเดียว และเริ่มทำให้โรม่าพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฤดูกาลที่แล้วพวกเขาผ่านเข้าไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียวจากการคุมทีมของยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือหนุ่มชาวอิตาเลี่ยน แต่ดันไปพ่ายให้กับลิเวอร์พูล ทีมดังจากอังกฤษแบบหมดรูปเสียก่อน

ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “หมาป่า” ใช้งบประมาณไปแล้วเกือบ 100 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพ เพื่อหวังจะโค่นยูเวนตุสลงจากตำแหน่งแชมป์สคูเด็ตโต้ให้จงได้ในฤดูกาลนี้ ด้วยการคว้าตัวฮาเวียร์ ปาสตอเร่ จากปารีส แซงต์ แชร์กแมง 22 ล้านปอนด์ จัสติน ไคลเวิร์ต ซึ่งเป็นลูกชายของปาทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติฮอลแลนด์ 15 ล้านปอนด์ เกรกอเร่ เดเฟรล กองกลางจากซาสซูโอโล่ 13.5 ล้านปอนด์ ดาวิเด้ ซานตอน จากอินเตอร์ มิลาน และพาทริค ชิค จากซามพ์โดเรียอีกคนละ 8 ล้านปอนด์ รวมถึงอีวาน มาร์กาโน่ กองหลังสเปนที่คว้าตัวมาแบบไม่มีค่าตัว และยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งรวมทั้งหมดกว่า 100 ล้านปอนด์ แต่พวกเขาก็มีรายได้จากการขายนักเตะออกไปบ้าง โดยมาจากราดย่า นาอิงโกลัน กองกลางชาวเบลเยี่ยมที่ขายให้กับอินเตอร์ มิลานถึง 34 ล้านปอนด์ และยังปล่อยนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานออกไปอีก ซึ่งรวมๆ แล้วโรม่าขายนักเตะได้ประมาณ 50 ล้านปอนด์ ทำให้พวกเขาออกเงินไปไม่ถึง 50 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำในการซื้อนักเตะเข้าทีมมาแล้วร่วมโหล

โรม่าเสริมทัพด้วยการซื้อนักเตะดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหวังจะปั้นให้เป็นซุเปอร์สตาร์ในอนาคตอย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ที่ดึงมาจากเชลซี และใช้เวลาไม่นาปลุกปั้นและขายให้ลิเวอร์พูล ซึ่งโรม่าก็ได้ส่วนต่างมาพอสมควร

กัลโช่

นาโปลีต้องนับหนึ่งใหม่

Posted by admin on

   หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ในช่วงปลายยุค 90 ที่มีดิเอโก้ มาราโดน่า ยอดนักเตะชาวอาร์เจนไตน์เป็นแกนนำ ตั้งแต่นั้นมา นาโปลีก็ไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย จนกระทั่งพวกเขาเริ่มมาตั้งตัว และทีมมีความแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งในช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่มีวอลเตอร์ มาซซารี่ เป็นกุนซือ และหลังจากนั้นมาทีมดังจากเมืองเนเปิ้ลก็อยู่หัวตารางของศึกกัลโช่ เซเรีย อามาโดยตลอด และประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์โคปา อิตาเลีย มา 2 สมัยด้วย ในช่วงของมาซซารี่ และราฟาเอล เบนิเตซคนละสมัย และนาโปลีก็กลายมาเป็นทีมชั้นนำของอิตาลีทันทีในช่วงที่ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองมิลาน ทั้งเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลานอยู่ในช่วงตกต่ำ

ในยุคการคุมทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ตั้งแต่ฤดูกาล 2015 นาโปลีก็กลายร่างเป็นทีมที่ดูสนุก ยิงประตูได้เยอะ และกลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของศึกกัลโช่ เซเรีย อาทันที โดยเป็นทีมที่ยิงประตูได้เยอะอันดับต้นๆ ของลีก ในช่วง 3 ฤดูกาลในการคุมทีมของกุนซือชาวอิตาเลี่ยน พวกเขามีช่วงเวลาที่ได้เบียดลุ้นแชมป์กับทางยูเวนตุสตลอด แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับประสบการณ์ จนทำให้พวกเขาทำได้แค่รองแชมป์ 2 ครั้ง และอันดับ 3 อีก 1 ครั้ง แต่พวกเขาก็ได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตลอด 3 ปี โดยตัวผู้เล่นในทีมยังมีมาเร็ค ฮัมซิคเป็นแกนนำในแดนกลางร่วมกับจอร์จินโญ่ นักเตะอิตาลีเชื้อสายบราซิล และแนวรุกอันตรายเป็นดรีส์ เมอร์เท่น โฆเซ่ กาเยฆ่อน และลอเรนโซ่ อินซิเญ่

แต่ฤดูกาลที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ ดูเหมือนพวกเขาต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เมื่อบอร์ดบริหารตัดสินใจแยกทางกับเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือของทีมที่ตัดสินใจไปรับงานคุมทีมเชลซีในอังกฤษ และแถมยังเอาตัวจอร์จินโญ่ แดนกลางคนสำคัญติดสอยห้อยตามไปด้วย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้เงินก้อนโตจากการขายกองกลางทีมชาติอิตาลีไปก็ตาม แต่คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือคนใหม่หน้าเก่าที่เข้ามารับงานคุมทีมต่อจากซาร์รี่ในช่วงปิดฤดูกาลต้องไปคว้าฟาเบียน รุยซ์ กอกลางจากเรอัล เบติสมาแทนที่ และระบบที่ซาร์รี่เคยทำไว้ตลอด 3 ปี คงต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่กับคาร์โล อันเชล็อตติในฤดูกาลนี้ ซึ่งถึงแม้อดีตกุนซือของเชลซี เรอัล มาดริด และเอซี มิลาน จะเก่งเพียงไหน ก็คงต้องใช้เวลาซักเล็กน้อยในการปรับจูนกับลูกทีม

กัลโช่

“ม้าลาย” มาแน่

Posted by admin on

ตั้งแต่ก่อนที่ “ม้าลาย” ยูเวนตุส จะประกาศคว้าตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีมได้สำเร็จ แชมป์สคูเด็ตโต้ก็โบกมือเรียกเขาให้ไปรับแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาอยู่ก่อนแล้ว และหลังจากการมาของ “CR7” ทำให้โอกาสที่ยูเวนตุสจะคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาได้เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน ยิ่งมีโอกาสสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

สิ่งที่อันเดรีย อันเญลี่ ประธานสโมสรของยูเวนตุสต้องการจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ คงไม่ใช่แค่เพียงให้สุดยอดนักเตะของโลกในยุคนี้พาทีมคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้สมัยที่ 8 ติดต่อกันแต่อย่างใด เพราะหากไม่มีโรนัลโด้อยู่ในทีม พวกเขาก็มีโอกาสคว้าแชมป์ลีกสูงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประธานบริหารทีม “ม้าลาย” ต้องการจากโรนัลโด้น่าจะเป็นเรื่องของการตลาดมากกว่า ซึ่งจะนำมาซึ่งเงินมูลค่ามหาศาล ทั้งค่าขายเสื้อแข่ง และลิขสิทธิ์ต่างๆ หรือภาพลักษ์จากตัวโรนัลโด้อีกด้วย และนั่นเป็นส่วนของผลประโยชน์นอกสนามที่พวกเขาจะได้รับจากการมาของกัปตันทีมชาติโปรตุเกส แต่ผลประโยชน์ในสนามที่จะได้แน่ๆ จากเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัยก็คือการจบสกอร์ที่เฉียบขาด และผู้ที่จะเป็น Match winner ให้กับทีมในนัดที่มีรูปเกมที่สูสี ซึ่งเขามักจะสร้างความแตกต่างของเกมได้อยู่ตลอดในนัดสำคัญๆ ในสมัยที่ค้าแข้งอยู่กับเรอัล มาดริดในสเปน นอกจากแชมป์สคูเด็ตโต้ที่คาดว่ายูเวนตุสจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้อย่างแน่นอนแล้ว พวกเขายังเพิ่มโอกาสคว้าแชมป์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้สูงขึ้นอีกด้วย เพราะหากดูสถิติต่างๆ ที่โรนัลโด้ทำในแชมเปี้ยนส์ ลีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเขาสุดยอดแค่ไหน ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของบอลรายการนี้ถึง 3 ปีซ้อน และยังเป็นนักเตะที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย

นอกจากทีม “ม้าลาย” จะแข็งมากขึ้นกว่าตอนที่พวกเขาคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มา 7 สมัยซ้อน บรรดาคู่แข่งของเขาก็พยายามสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน แต่หลายๆ ทีมก็ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักที่ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปทุ่มเงินคว้าดาวเตะตัวเก่งของพวกเขาไปร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็นนาโปลีที่มีการเปลี่ยนตัวกุนซือใหม่ จากเมาริซิโอ ซาร์รี่ มาเป็นคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือจอมเก๋า และอาจจะเสียนักเตะตัวหลักออกจากทีมไปด้วย ส่วนโรม่าก็อาจจะเสียผู้รักษาประตูมือ 1 ออกจากทีมไป ถึงแม้พวกเขาจะเสริมทีมได้ไม่เลวก็ตาม

 

กัลโช่

กัลโช่ฯ กำลังฟื้นตัว

Posted by admin on

   

   หลังจากที่ทางยูเวนตุสถูกปรับตกชั้นด้วยเรื่องคดีล้มบอล และสามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกกัลโช่ เซเรีย อาได้อีกครั้ง พวกเขาก็ครองความยิ่งใหญ่กับฟุตบอลลีกในประเทศมาได้โดยตลอด เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาได้ 7 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว ตั้งแต่ในยุคการคุมทีมของอันนิโอ คอนเต้ มาจนถึงมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ทำให้ตอนนี้กัลโช่ เซเรีย อา ถูกมองว่ากำลังจะกลายเป็นบุนเดสลีก้า ที่มีบาเยิร์น มิวนิค ครองความยิ่งใหญ่แบบเบ็ดเสร็จไปแล้ว เพราะนอกจากแชมป์ลีก 7 สมัยซ้อนแล้ว ทีม “ม้าลาย” แห่งเมืองตูรินก็ยังคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย ได้ 4 สมัยหลังสุดอีกด้วย สิ่งเดียวที่พวกเขายังไม่ประสบความสำเร็จก็คือบนเวทียุโรปในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เป็นรองแชมป์ในปี 2016 เท่านั้น โดยเข้าไปแพ้ให้กับเรอัล มาดริดในนัดชิงชนะเลิศ 1-4

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีหลายทีมที่ก้าวขึ้นมาเบียดลุ้นแชมป์กับยูเวนตุสในแต่ละฤดูกาล แต่มีเพียงนาโปลี และโรม่าเท่านั้น ที่ยืนระยะต่อสู้มาได้อย่างยาวนาน และเริ่มใกล้เคียงกับคำว่าแชมป์ได้ในช่วง 2-3 ฤดูกาลหลังสุด ส่วนอดีตยักษ์ใหญ่ของลีกอย่างอินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน ต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยกันทั้งคู่ อันเนื่องด้วยปัญหาทางการเงินของทีม และการเปลี่ยนเจ้าของสโมสรใหม่ ที่ตอนนี้เอซี มิลาน หมดยุคของซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ไปแล้ว ส่วนทีม “งูใหญ่” ก็ไม่ได้มีมัสซิโม่ โมรัตติเป็นเจ้าของสโมสรแล้ว ทำให้ทั้ง 2 ทีมต้องหยุดชะงักในช่วงการเปลื่ยนมือผู้บริหารในช่วงที่ผ่านมา

แต่ฤดูกาลที่จะถึงนี้ดูเหมือนว่าทีมต่างๆ เริ่มที่จะตั้งลำได้อย่างเต็มตัวแล้ว โดยสองทีมดังจากเมืองมิลานกำลังฟื้นฟูทีม และกำลังมีแนวโน้มไปในทางที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอย่างต่อเนื่องที่ทีม “ปีศาจแดง-ดำ” กว้านซื้อนักเตะเข้าสู่ถิ่นซาน ซีโร่มาตลอดตั้งแต่ซัมเมอร์ปีที่แล้ว แต่อาจจะต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่งในการตั้งหลักให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยในฤดูกาลนี้น่าจะเป็นโรม่า นาโปลี และอินเตอร์ มิลาน ที่น่าจะเป็นคู่ต่อกรในการแย่งแชมป์กับยูเวนตุส และอาจจะมี “อินทรีย์ฟ้า-ขาว” ลาซิโออีกทีมหนึ่ง ที่อาจจะเป็นม้ามืดในฤดูกาลนี้ ซึ่งก็ถือว่าความสนุกในการแย่งแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เริ่มกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้งแล้ว เนื่องจากแต่ละทีมเริ่มฟื้นตัว และเริ่มมีสภาพทางการเงินที่ดีขึ้นจากแต่ก่อนแล้ว