admin


กัลโช่

โรม่า แชมป์สอยดาว

Posted by admin on

     อาแอส โรม่า ทีมดังในเมืองหลวงของประเทศอิตาลี เป็นทีมที่มีนักเตะอยู่ในสังกัดมากที่สุดทีมหนึ่ง หลังจากที่กว้านซื้อนักเตะมาร่วมทีมเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งมีหลายคนที่ถูกปล่อยให้ทีมอื่นยืมไปใช้งานในแต่ละฤดูกาล โดยในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังคงกว้านซื้อตัวนักเตะเข้ามาเสริมทีมอีกมากมาย ซึ่งตอนนี้พวกเขาสอยดาวเตะเข้าทีมมาเกิน 12 รายแล้วในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งพวกเขามีมอนชี่ ที่ได้รับตำแหน่งไดเร็คเตอร์ ออฟ ฟุตบอลของสโมสร เป็นผู้แนะนำในการสรรหานักเตะเข้าสู่ทีม โดยผู้บริหารชาวสเปนถูกยกย่องให้เป็นไดเร็คเตอร์ที่หานักเตะอนาคตไกลได้เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการฟุตบอลเลยทีเดียว และเริ่มทำให้โรม่าพัฒนาก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งฤดูกาลที่แล้วพวกเขาผ่านเข้าไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเลยทีเดียวจากการคุมทีมของยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือหนุ่มชาวอิตาเลี่ยน แต่ดันไปพ่ายให้กับลิเวอร์พูล ทีมดังจากอังกฤษแบบหมดรูปเสียก่อน

ช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “หมาป่า” ใช้งบประมาณไปแล้วเกือบ 100 ล้านปอนด์ในการเสริมทัพ เพื่อหวังจะโค่นยูเวนตุสลงจากตำแหน่งแชมป์สคูเด็ตโต้ให้จงได้ในฤดูกาลนี้ ด้วยการคว้าตัวฮาเวียร์ ปาสตอเร่ จากปารีส แซงต์ แชร์กแมง 22 ล้านปอนด์ จัสติน ไคลเวิร์ต ซึ่งเป็นลูกชายของปาทริค ไคลเวิร์ต กองหน้าระดับตำนานของทีมชาติฮอลแลนด์ 15 ล้านปอนด์ เกรกอเร่ เดเฟรล กองกลางจากซาสซูโอโล่ 13.5 ล้านปอนด์ ดาวิเด้ ซานตอน จากอินเตอร์ มิลาน และพาทริค ชิค จากซามพ์โดเรียอีกคนละ 8 ล้านปอนด์ รวมถึงอีวาน มาร์กาโน่ กองหลังสเปนที่คว้าตัวมาแบบไม่มีค่าตัว และยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งรวมทั้งหมดกว่า 100 ล้านปอนด์ แต่พวกเขาก็มีรายได้จากการขายนักเตะออกไปบ้าง โดยมาจากราดย่า นาอิงโกลัน กองกลางชาวเบลเยี่ยมที่ขายให้กับอินเตอร์ มิลานถึง 34 ล้านปอนด์ และยังปล่อยนักเตะที่ไม่ได้ใช้งานออกไปอีก ซึ่งรวมๆ แล้วโรม่าขายนักเตะได้ประมาณ 50 ล้านปอนด์ ทำให้พวกเขาออกเงินไปไม่ถึง 50 ล้านปอนด์ด้วยซ้ำในการซื้อนักเตะเข้าทีมมาแล้วร่วมโหล

โรม่าเสริมทัพด้วยการซื้อนักเตะดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหวังจะปั้นให้เป็นซุเปอร์สตาร์ในอนาคตอย่างโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ปีกทีมชาติอิยิปต์ที่ดึงมาจากเชลซี และใช้เวลาไม่นาปลุกปั้นและขายให้ลิเวอร์พูล ซึ่งโรม่าก็ได้ส่วนต่างมาพอสมควร

กัลโช่

นาโปลีต้องนับหนึ่งใหม่

Posted by admin on

   หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ในช่วงปลายยุค 90 ที่มีดิเอโก้ มาราโดน่า ยอดนักเตะชาวอาร์เจนไตน์เป็นแกนนำ ตั้งแต่นั้นมา นาโปลีก็ไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย จนกระทั่งพวกเขาเริ่มมาตั้งตัว และทีมมีความแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งในช่วงประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่มีวอลเตอร์ มาซซารี่ เป็นกุนซือ และหลังจากนั้นมาทีมดังจากเมืองเนเปิ้ลก็อยู่หัวตารางของศึกกัลโช่ เซเรีย อามาโดยตลอด และประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์โคปา อิตาเลีย มา 2 สมัยด้วย ในช่วงของมาซซารี่ และราฟาเอล เบนิเตซคนละสมัย และนาโปลีก็กลายมาเป็นทีมชั้นนำของอิตาลีทันทีในช่วงที่ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งเมืองมิลาน ทั้งเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลานอยู่ในช่วงตกต่ำ

ในยุคการคุมทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ ตั้งแต่ฤดูกาล 2015 นาโปลีก็กลายร่างเป็นทีมที่ดูสนุก ยิงประตูได้เยอะ และกลายเป็นทีมยักษ์ใหญ่ของศึกกัลโช่ เซเรีย อาทันที โดยเป็นทีมที่ยิงประตูได้เยอะอันดับต้นๆ ของลีก ในช่วง 3 ฤดูกาลในการคุมทีมของกุนซือชาวอิตาเลี่ยน พวกเขามีช่วงเวลาที่ได้เบียดลุ้นแชมป์กับทางยูเวนตุสตลอด แต่สุดท้ายก็พ่ายให้กับประสบการณ์ จนทำให้พวกเขาทำได้แค่รองแชมป์ 2 ครั้ง และอันดับ 3 อีก 1 ครั้ง แต่พวกเขาก็ได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตลอด 3 ปี โดยตัวผู้เล่นในทีมยังมีมาเร็ค ฮัมซิคเป็นแกนนำในแดนกลางร่วมกับจอร์จินโญ่ นักเตะอิตาลีเชื้อสายบราซิล และแนวรุกอันตรายเป็นดรีส์ เมอร์เท่น โฆเซ่ กาเยฆ่อน และลอเรนโซ่ อินซิเญ่

แต่ฤดูกาลที่กำลังจะเริ่มต้นนี้ ดูเหมือนพวกเขาต้องกลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เมื่อบอร์ดบริหารตัดสินใจแยกทางกับเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือของทีมที่ตัดสินใจไปรับงานคุมทีมเชลซีในอังกฤษ และแถมยังเอาตัวจอร์จินโญ่ แดนกลางคนสำคัญติดสอยห้อยตามไปด้วย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้เงินก้อนโตจากการขายกองกลางทีมชาติอิตาลีไปก็ตาม แต่คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือคนใหม่หน้าเก่าที่เข้ามารับงานคุมทีมต่อจากซาร์รี่ในช่วงปิดฤดูกาลต้องไปคว้าฟาเบียน รุยซ์ กอกลางจากเรอัล เบติสมาแทนที่ และระบบที่ซาร์รี่เคยทำไว้ตลอด 3 ปี คงต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่กับคาร์โล อันเชล็อตติในฤดูกาลนี้ ซึ่งถึงแม้อดีตกุนซือของเชลซี เรอัล มาดริด และเอซี มิลาน จะเก่งเพียงไหน ก็คงต้องใช้เวลาซักเล็กน้อยในการปรับจูนกับลูกทีม

กัลโช่

“ม้าลาย” มาแน่

Posted by admin on

ตั้งแต่ก่อนที่ “ม้าลาย” ยูเวนตุส จะประกาศคว้าตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสจากเรอัล มาดริดมาร่วมทีมได้สำเร็จ แชมป์สคูเด็ตโต้ก็โบกมือเรียกเขาให้ไปรับแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาอยู่ก่อนแล้ว และหลังจากการมาของ “CR7” ทำให้โอกาสที่ยูเวนตุสจะคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อาได้เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน ยิ่งมีโอกาสสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

สิ่งที่อันเดรีย อันเญลี่ ประธานสโมสรของยูเวนตุสต้องการจากคริสเตียโน่ โรนัลโด้ คงไม่ใช่แค่เพียงให้สุดยอดนักเตะของโลกในยุคนี้พาทีมคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้สมัยที่ 8 ติดต่อกันแต่อย่างใด เพราะหากไม่มีโรนัลโด้อยู่ในทีม พวกเขาก็มีโอกาสคว้าแชมป์ลีกสูงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประธานบริหารทีม “ม้าลาย” ต้องการจากโรนัลโด้น่าจะเป็นเรื่องของการตลาดมากกว่า ซึ่งจะนำมาซึ่งเงินมูลค่ามหาศาล ทั้งค่าขายเสื้อแข่ง และลิขสิทธิ์ต่างๆ หรือภาพลักษ์จากตัวโรนัลโด้อีกด้วย และนั่นเป็นส่วนของผลประโยชน์นอกสนามที่พวกเขาจะได้รับจากการมาของกัปตันทีมชาติโปรตุเกส แต่ผลประโยชน์ในสนามที่จะได้แน่ๆ จากเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัยก็คือการจบสกอร์ที่เฉียบขาด และผู้ที่จะเป็น Match winner ให้กับทีมในนัดที่มีรูปเกมที่สูสี ซึ่งเขามักจะสร้างความแตกต่างของเกมได้อยู่ตลอดในนัดสำคัญๆ ในสมัยที่ค้าแข้งอยู่กับเรอัล มาดริดในสเปน นอกจากแชมป์สคูเด็ตโต้ที่คาดว่ายูเวนตุสจะมีโอกาสคว้าแชมป์ได้อย่างแน่นอนแล้ว พวกเขายังเพิ่มโอกาสคว้าแชมป์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้สูงขึ้นอีกด้วย เพราะหากดูสถิติต่างๆ ที่โรนัลโด้ทำในแชมเปี้ยนส์ ลีก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเขาสุดยอดแค่ไหน ซึ่งเขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของบอลรายการนี้ถึง 3 ปีซ้อน และยังเป็นนักเตะที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย

นอกจากทีม “ม้าลาย” จะแข็งมากขึ้นกว่าตอนที่พวกเขาคว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา มา 7 สมัยซ้อน บรรดาคู่แข่งของเขาก็พยายามสร้างทีมให้มีความแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน แต่หลายๆ ทีมก็ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักที่ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปทุ่มเงินคว้าดาวเตะตัวเก่งของพวกเขาไปร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็นนาโปลีที่มีการเปลี่ยนตัวกุนซือใหม่ จากเมาริซิโอ ซาร์รี่ มาเป็นคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือจอมเก๋า และอาจจะเสียนักเตะตัวหลักออกจากทีมไปด้วย ส่วนโรม่าก็อาจจะเสียผู้รักษาประตูมือ 1 ออกจากทีมไป ถึงแม้พวกเขาจะเสริมทีมได้ไม่เลวก็ตาม

 

กัลโช่

กัลโช่ฯ กำลังฟื้นตัว

Posted by admin on

   

   หลังจากที่ทางยูเวนตุสถูกปรับตกชั้นด้วยเรื่องคดีล้มบอล และสามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกกัลโช่ เซเรีย อาได้อีกครั้ง พวกเขาก็ครองความยิ่งใหญ่กับฟุตบอลลีกในประเทศมาได้โดยตลอด เมื่อพวกเขาคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาได้ 7 ฤดูกาลติดต่อกันแล้ว ตั้งแต่ในยุคการคุมทีมของอันนิโอ คอนเต้ มาจนถึงมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ทำให้ตอนนี้กัลโช่ เซเรีย อา ถูกมองว่ากำลังจะกลายเป็นบุนเดสลีก้า ที่มีบาเยิร์น มิวนิค ครองความยิ่งใหญ่แบบเบ็ดเสร็จไปแล้ว เพราะนอกจากแชมป์ลีก 7 สมัยซ้อนแล้ว ทีม “ม้าลาย” แห่งเมืองตูรินก็ยังคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย ได้ 4 สมัยหลังสุดอีกด้วย สิ่งเดียวที่พวกเขายังไม่ประสบความสำเร็จก็คือบนเวทียุโรปในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทำได้ดีที่สุดเพียงแค่เป็นรองแชมป์ในปี 2016 เท่านั้น โดยเข้าไปแพ้ให้กับเรอัล มาดริดในนัดชิงชนะเลิศ 1-4

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีหลายทีมที่ก้าวขึ้นมาเบียดลุ้นแชมป์กับยูเวนตุสในแต่ละฤดูกาล แต่มีเพียงนาโปลี และโรม่าเท่านั้น ที่ยืนระยะต่อสู้มาได้อย่างยาวนาน และเริ่มใกล้เคียงกับคำว่าแชมป์ได้ในช่วง 2-3 ฤดูกาลหลังสุด ส่วนอดีตยักษ์ใหญ่ของลีกอย่างอินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน ต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยกันทั้งคู่ อันเนื่องด้วยปัญหาทางการเงินของทีม และการเปลี่ยนเจ้าของสโมสรใหม่ ที่ตอนนี้เอซี มิลาน หมดยุคของซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ไปแล้ว ส่วนทีม “งูใหญ่” ก็ไม่ได้มีมัสซิโม่ โมรัตติเป็นเจ้าของสโมสรแล้ว ทำให้ทั้ง 2 ทีมต้องหยุดชะงักในช่วงการเปลื่ยนมือผู้บริหารในช่วงที่ผ่านมา

แต่ฤดูกาลที่จะถึงนี้ดูเหมือนว่าทีมต่างๆ เริ่มที่จะตั้งลำได้อย่างเต็มตัวแล้ว โดยสองทีมดังจากเมืองมิลานกำลังฟื้นฟูทีม และกำลังมีแนวโน้มไปในทางที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอย่างต่อเนื่องที่ทีม “ปีศาจแดง-ดำ” กว้านซื้อนักเตะเข้าสู่ถิ่นซาน ซีโร่มาตลอดตั้งแต่ซัมเมอร์ปีที่แล้ว แต่อาจจะต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่งในการตั้งหลักให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยในฤดูกาลนี้น่าจะเป็นโรม่า นาโปลี และอินเตอร์ มิลาน ที่น่าจะเป็นคู่ต่อกรในการแย่งแชมป์กับยูเวนตุส และอาจจะมี “อินทรีย์ฟ้า-ขาว” ลาซิโออีกทีมหนึ่ง ที่อาจจะเป็นม้ามืดในฤดูกาลนี้ ซึ่งก็ถือว่าความสนุกในการแย่งแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา เริ่มกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้งแล้ว เนื่องจากแต่ละทีมเริ่มฟื้นตัว และเริ่มมีสภาพทางการเงินที่ดีขึ้นจากแต่ก่อนแล้ว